Dodge Disc Coupling / API610 Coupling by Dodge


Dodge StratoLink เป็น Disc Coupling รุ่นใหม่ล่าสุดจาก Dodge USA ซึ่งเป็น Coupling ที่ได้รับมาตรฐาน API 610 ออกแบบให้รองรับแรงบิดที่สูง, ทนทาน และติดตั้งง่ายซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญมากสำหรับการลด Down time ของอุตสาหกรรมผลิต
- รับแรงบิดได้มากกว่าการออกแบบเดิมโดยเฉลี่ย 26%
- มีช่วงขนาดรูเพลา (Bore) ใหญ่ขึ้น 11% เมื่อเทียบกับรุ่นก่อน ทำให้เบากว่า ช่วยลดโหลดและยืดอายุการใช้งานของอุปกรณ์ขับเคลื่อน (Driven Equipment)
- การสับเปลี่ยนชุดประกอบชิ้นส่วนกลาง (Center Member Assembly) แบบ “ใส่แทนได้ทันที” (Drop-in) ที่สามารถใช้แทน Thomas Disc Coupling ได้ช่วยให้เปลี่ยนทดแทนได้ง่ายในงานที่มีอยู่เดิม โดย ไม่จำเป็นต้องดัดแปลงหรือขยับ อุปกรณ์ที่เชื่อมต่ออยู่

API 610 คือมาตรฐานที่จัดทำโดย American Petroleum Institute (API) เพื่อกำหนดข้อกำหนดขั้นต่ำของอุปกรณ์ที่ใช้ในอุตสาหกรรม ปิโตรเคมี อุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซ โดยเน้น 3 เรื่องหลักคือ ความปลอดภัย (Safety), ความน่าเชื่อถือ (Reliability) และ การบำรุงรักษาที่ง่าย (Maintainability) เหมาะสำหรับงานที่มีความเสี่ยงสูงและต้องการความต่อเนื่องของกระบวนการผลิต
มาตรฐาน API 610 ถูกใช้งานอย่างแพร่หลายในพื้นที่สำคัญ เช่น แท่นขุดเจาะนอกชายฝั่ง, แหล่งผลิตน้ำมันบนบก, โรงกลั่นน้ำมัน, โรงงานปิโตรเคมีและแปรรูปก๊าซ และ โรงไฟฟ้า เพื่อช่วยลดความเสี่ยง ลดการหยุดเครื่อง (Downtime) และยืดอายุการใช้งานของอุปกรณ์
StratoLink คือดิสก์คัปปลิ้ง (Disc Coupling) รุ่นใหม่จาก Dodge ที่ออกแบบมาตามมาตรฐาน API610 เพื่อตอบโจทย์การ รับแรงบิดได้สูงขึ้น, รองรับขนาดรูเพลาใหญ่ขึ้น, ซ่อมประกอบได้ง่ายและเร็วขึ้น และสามารถเปลี่ยนทดแทนแบบ Drop-in กับ Thomas Coupling ได้โดยไม่ต้องดัดแปลงอุปกรณ์เดิม
Dodge มีประสบการณ์ด้านเทคโนโลยีคัปปลิ้งมากกว่า 150 ปี มีชื่อเสียงและได้รับความไว้วางใจทั่วโลกในเรื่องของความทนทานและเป็นหนึ่งในโซลูชั่นที่สามารถลด Down Time ของระบบ โดย Dodge Coupling นำเสนอสินค้าที่หลากหลายตามความต้องการของอุตสาหกรรมไม่ว่าจะเป็นคัปปลิ้งแบบยาง (Elastomeric Coupling) เช่นรุ่น Dodge Raptor Couplin, Paraflex Coupling จนถึงแบบคัปปลิ้งโลหะ (Metallic Coupling) เช่น Grid Lign Coupling โดยการเปิดตัว Disc Coupling StratoLink รุ่นใหม่ ตอกย้ำความเป็นผู้นำนวัตกรรมคัปปลิ้ง เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพระบบ ลด Downtime และเพิ่มผลิตภาพในหลายอุตสาหกรรม เช่น น้ำมันและก๊าซ เหมืองแร่ เยื่อและกระดาษ และการผลิตไฟฟ้า
